เจ้าของกิจการไม่ได้อยากรู้เพียงว่าเว็บไซต์สวยหรือมีคนเข้ากี่ครั้ง คำถามที่สำคัญกว่าคือ ต้องได้ลูกค้าเพิ่มกี่งานจึงจะคืนเงินที่ลงทุนไป

บทความนี้ใช้บริษัทรับติดตั้งโซลาร์เซลล์เป็นตัวอย่าง ตัวเลขทั้งหมดเป็นสมมติฐานเพื่ออธิบายวิธีคิด ไม่ใช่ราคากลางของตลาดหรือการรับประกันผลลัพธ์ แต่ละบริษัทควรแทนค่าด้วยต้นทุน กำไร และอัตราปิดการขายจริงของตัวเอง

เริ่มจากกำไรต่องาน ไม่ใช่ยอดขาย

สมมติว่าบริษัทลงทุนดังนี้

รายการ เงินลงทุนตัวอย่าง
ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ 100,000 บาท
วางโครงสร้าง SEO และทำเนื้อหา 6 เดือน 50,000 บาท
เงินลงทุนรวม 150,000 บาท

บริษัทมีมูลค่างานติดตั้งเฉลี่ย 450,000 บาท แต่เงิน 450,000 บาทไม่ใช่กำไรทั้งหมด เพราะยังมีค่าแผง อินเวอร์เตอร์ โครงสร้าง อุปกรณ์ ค่าแรงติดตั้ง ค่าขนส่ง ค่านายหน้า และต้นทุนที่เปลี่ยนตามแต่ละโครงการ

สมมติว่าหลังหักต้นทุนผันแปรแล้ว บริษัทมีกำไรส่วนเพิ่มเฉลี่ย 70,000 บาทต่องาน

จำนวนงานที่ต้องปิด = เงินลงทุนทั้งหมด ÷ กำไรส่วนเพิ่มต่องาน

150,000 ÷ 70,000 = 2.14

จำนวนงานขายเป็นเศษไม่ได้ บริษัทจึงต้องปิดเพิ่มอย่างน้อย 3 งาน เพื่อให้กำไรส่วนเพิ่มครอบคลุมเงินลงทุนเว็บไซต์และ SEO ตามสมมติฐานนี้

ก่อนนำสูตรไปใช้ ควรให้ฝ่ายบัญชีหรือผู้บริหารยืนยันว่ากำไร 70,000 บาทรวมต้นทุนที่เกี่ยวข้องครบแล้ว การใช้ยอดขายแทนกำไรอาจทำให้เห็นจุดคุ้มทุนเร็วกว่าความเป็นจริงมาก

จาก 3 งาน ต้องมี Qualified Lead กี่ราย

เว็บไซต์ไม่ได้สร้างยอดขายโดยตรงทุกครั้ง ผู้สนใจต้องผ่านการตรวจพื้นที่ ประเมินค่าไฟ เลือกขนาดระบบ รับข้อเสนอ และตัดสินใจ บริษัทจึงต้องคำนวณย้อนจากอัตราปิดการขาย

หากบริษัทปิดได้ 1 งานจาก Qualified Lead ทุก 10 ราย อัตราปิดการขายเท่ากับ 10%

Qualified Lead ที่ต้องมี = จำนวนงานที่ต้องปิด ÷ อัตราปิดการขาย

3 ÷ 10% = 30 ราย

แปลว่าบริษัทต้องสร้าง Qualified Lead ประมาณ 30 ราย จึงมีโอกาสปิดได้ 3 งานตามอัตราเดิม

คำว่า Qualified Lead ควรกำหนดให้ชัด เช่น อยู่ในพื้นที่ให้บริการ มีสถานที่ติดตั้งจริง มีค่าไฟหรือข้อมูลการใช้พลังงาน มีอำนาจตัดสินใจ และอยู่ในกรอบงบประมาณที่บริษัทรับงานได้ คนที่ดาวน์โหลดเอกสารหรือทักมาถามทั่วไปจึงยังไม่ควรถูกนับเป็น Qualified Lead ทันที

หากคนติดต่อเข้ามาไม่ได้พร้อมซื้อทุกคน

สมมติว่าคนที่ติดต่อจากเว็บไซต์มีเพียงครึ่งหนึ่งที่ผ่านเกณฑ์เป็น Qualified Lead บริษัทจะต้องมีผู้ติดต่อทั้งหมดประมาณ 60 ราย เพื่อให้เหลือ Qualified Lead 30 ราย

อัตราปิดจาก Qualified Lead Qualified Lead สำหรับ 3 งาน ผู้ติดต่อทั้งหมด เมื่อผ่านเกณฑ์ 50%
5% 60 ราย 120 ราย
10% 30 ราย 60 ราย
20% 15 ราย 30 ราย

ตารางนี้แสดงว่าจุดคุ้มทุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว ทีมที่ตอบเร็ว คัดกรองเป็น และติดตามใบเสนอราคาอย่างสม่ำเสมอ อาจคืนทุนได้ด้วยจำนวน Lead ที่น้อยกว่าทีมที่ปล่อยให้คำถามตกหล่น

ต้องใช้เวลากี่เดือนจึงจะคืนทุน

ถ้าเว็บไซต์สร้าง Qualified Lead ได้เฉลี่ย 5 รายต่อเดือน และทีมขายมีอัตราปิด 10% บริษัทจะปิดงานได้เฉลี่ย 0.5 งานต่อเดือน หรือประมาณ 3 งานใน 6 เดือน

นี่เป็นเพียงค่าเฉลี่ยทางคณิตศาสตร์ งานจริงอาจปิดไม่สม่ำเสมอ และธุรกิจโครงการมักมีระยะเวลาตั้งแต่สอบถาม สำรวจ ออกแบบ เสนอราคา ไปจนถึงเซ็นสัญญา จึงควรแยกระหว่าง

  • วันที่ Lead ติดต่อเข้ามา
  • วันที่ส่งใบเสนอราคา
  • วันที่ปิดการขาย
  • วันที่บริษัทได้รับเงิน
  • วันที่กำไรจากงานนั้นเกิดขึ้นจริง

การนับว่าคืนทุนแล้วตั้งแต่วันที่ลูกค้าทัก LINE อาจทำให้รายงานดูดี แต่ยังไม่สะท้อนเงินที่ธุรกิจได้รับ

ถ้ามีค่าโฆษณาต้องรวมด้วย

หากบริษัทใช้งบโฆษณาเดือนละ 30,000 บาทเป็นเวลา 6 เดือน ต้องเพิ่มงบอีก 180,000 บาท เงินลงทุนรวมจะเปลี่ยนจาก 150,000 บาทเป็น 330,000 บาท

330,000 ÷ 70,000 = 4.71

บริษัทจึงต้องปิดอย่างน้อย 5 งาน จึงจะครอบคลุมเว็บไซต์ SEO และค่าโฆษณาตามสมมติฐานใหม่

ควรคำนวณแยกอย่างน้อยสองแบบ

  1. จุดคุ้มทุนของเว็บไซต์และ SEO ซึ่งสร้างสินทรัพย์เนื้อหาให้บริษัท
  2. จุดคุ้มทุนของแคมเปญ ซึ่งรวมค่าโฆษณาในช่วงเวลาที่วัดผล

วิธีนี้ช่วยให้บริษัทเห็นว่าเงินก้อนใดใช้สร้างระบบระยะยาว และเงินก้อนใดใช้ซื้อการเข้าถึงในแต่ละเดือน

เว็บไซต์ต้องเก็บข้อมูลอะไรจึงจะวัดได้

การคำนวณจะใช้ไม่ได้หากบริษัทรู้เพียงจำนวนคนเข้าเว็บ แต่ไม่รู้ว่าใครกลายเป็นลูกค้า ควรเก็บข้อมูลตั้งแต่จุดติดต่อจนถึงผลการขายไว้ใน CRM หรือตารางกลางที่บริษัทเป็นเจ้าของ

ข้อมูล ใช้ตอบคำถามอะไร
แหล่งที่มา เช่น SEO, Google Ads, Facebook หรือการแนะนำ ช่องทางใดสร้าง Lead
หน้าแรกที่ลูกค้าเข้าชม เนื้อหาใดพาคนเริ่มสนใจ
ช่องทางติดต่อ เช่น ฟอร์ม โทรศัพท์ หรือ LINE OA ลูกค้าสะดวกติดต่อแบบใด
ประเภทสถานที่ ขนาดระบบ พื้นที่ และค่าไฟ Lead มีคุณสมบัติเหมาะกับงานหรือไม่
สถานะการสำรวจและใบเสนอราคา Lead ติดอยู่ที่ขั้นตอนไหน
มูลค่างานและกำไรส่วนเพิ่ม งานที่ปิดแล้วคืนเงินลงทุนเท่าไร
เหตุผลที่ไม่ปิดการขาย ควรแก้ที่เนื้อหา ราคา การคัดกรอง หรือการติดตาม

เว็บไซต์ควรบันทึกเหตุการณ์สำคัญ เช่น การส่งฟอร์มขอประเมิน การกดโทร การกด LINE และการดาวน์โหลดข้อมูล แต่เหตุการณ์เหล่านี้ยังเป็นเพียงสัญญาณ ต้องเชื่อมกับสถานะใน CRM จึงจะรู้ว่า Lead รายใดกลายเป็นรายได้จริง

ตัวเลข 6 ตัวที่ควรรู้ก่อนลงทุน

ก่อนทำเว็บไซต์ SEO หรือโฆษณา ลองรวบรวมตัวเลขเหล่านี้

  1. เงินลงทุนเว็บไซต์และระบบติดตาม
  2. งบ SEO เนื้อหา และโฆษณาในช่วงที่ต้องการวัด
  3. มูลค่างานเฉลี่ย
  4. กำไรส่วนเพิ่มเฉลี่ยต่องาน
  5. สัดส่วนผู้ติดต่อที่ผ่านเกณฑ์เป็น Qualified Lead
  6. อัตราปิดการขายจาก Qualified Lead

หากยังไม่มีข้อมูล ให้ตั้งสมมติฐานแบบระมัดระวัง แล้วทำตารางสามกรณี: ต่ำกว่าคาด ตามคาด และดีกว่าคาด เมื่อระบบเริ่มเก็บข้อมูลจริงจึงค่อยแทนสมมติฐานด้วยตัวเลขของบริษัท

สรุป

เว็บไซต์จะคุ้มหรือไม่ ไม่ควรวัดจากจำนวนหน้า จำนวนผู้เข้าชม หรืออันดับคำค้นหาเพียงอย่างเดียว ต้องเชื่อมไปถึง Qualified Lead ใบเสนอราคา งานที่ปิด และกำไรส่วนเพิ่ม

เวลาตรวจผล ให้แยกงานที่น่าจะเข้ามาจากฐานลูกค้าหรือช่องทางเดิมออกจากงานที่เว็บไซต์และแคมเปญช่วยสร้างเพิ่ม มิฉะนั้นอาจนับยอดขายปกติเป็นผลของเว็บไซต์ทั้งหมด

ในตัวอย่างนี้ เงินลงทุน 150,000 บาทและกำไรส่วนเพิ่ม 70,000 บาทต่องาน ทำให้ต้องปิดเพิ่มอย่างน้อย 3 งาน หากอัตราปิดจาก Qualified Lead อยู่ที่ 10% จะต้องมีประมาณ 30 ราย เพื่อคาดหวังยอดปิดตามสมมติฐานนี้ ตัวเลขจริงของแต่ละบริษัทอาจต่างกันมาก แต่สูตรเดียวกันช่วยให้เจ้าของกิจการตั้งเป้าหมายและตรวจผลได้อย่างตรงไปตรงมา

อ่านต่อ: แนวทางจัดข้อมูลลูกค้าให้เห็นที่มาของลีดและงานที่ปิด

✳
อยากนำแนวคิดนี้ไปใช้กับธุรกิจของคุณ?

เล่าโจทย์เรื่องเว็บไซต์ การตลาด หรือข้อมูลลูกค้าให้ Prai ช่วยดูจุดเริ่มต้นที่เหมาะสม

คุยเรื่องโปรเจกต์ ↗